หน้าแรก รับทำบัญชี ตรวจสอบบัญชี จดทะเบียนบริษัท ติดต่อเรา
   
 คลังข้อมูลนักบัญชี
  ข่าวบัญชีี
ข่าวภาษี พรก.ภาษี
บทความทางบัญชี
ศัพท์บัญชี ไทย-อังกฤษ
ศัพท์บัญชี อังกฤษ-ไทย
มาตรฐานการบัญชี hot
 บริการ Online
  แจ้งเพิ่ม/ลด งานทำบัญชี
แจ้งเพิ่ม/ลด งานสอบบัญชี
จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
ทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ
ยื่นชำระภาษี
จองชื่อนิติบุคคล
ขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี
 แบบฟอร์ม
  งานด้านบัญชี
งานงบการเงิน
จดทะเบียนบริษัทจำกัด
จดทะเบียนห้างหุ้นส่่วน
ประกันสังคม
ผู้สอบบัญชีภาษีอากร
งานด้านภาษี
แบบฟอร์มสัญญา hot
 ตรวจค้นข้อมูลธุรกิจ
  ข้อมูลจดทะเบียนธุรกิจ
ข้อมูลงบการเงิน
งบการเงิน บมจ. ใน ตลท.
ชื่อผู้ทำบัญชีนิติบุคคล
ชื่อผู้สอบบัญชีนิติบุคคล
รายชื่อผู้ทำบัญชี
รายชื่อผู้สอบบัญชี(CPA)
รายชื่อผู้สอบบัญชีภาษีอากร
ชื่อผู้ประกอบการ VAT
 หน่วยงานราชการ
  กรมสรรพากร
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
สำนักงานประกันสังคม
กระทรวงแรงงาน
สภาวิชาชีพบัญชี
กรมศุลกากร
กรมสรรพสามิต

เอกสารทางบัญชีที่สรรพากรยอมรับ

เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับการประกอบธุรกิจที่ผู้ประกอบการทุกรายจะต้องทำบัญชี ไม่เพียงแต่เฉพาะทำรายการ รับเงินเข้าหรือจ่ายเงินออกเพื่อให้ทราบผลกำไรขาดทุน งบดุล หรืองบกระแสเงินสดเท่านั้น แต่ผู้ประกอบการต้อง ลงบัญชีให้ถูกต้อง ถูกวิธี และถูกกฎหมาย เมื่อใดที่เจ้าหน้าที่สรรพากรเข้ามาตรวจสอบจะได้ไม่ต้องวิตกกังวล

เพราะมีเอกสารให้ตรวจสอบอย่างครบถ้วน มาดูรายละเอียดกันว่าทำบัญชีอย่างไรให้สรรพากรยอมรับได้ ผู้ประกอบการ จะทำบัญชีได้อย่างถูกต้องนั้น มีผู้เชี่ยวชาญทางบัญชีเคยบอกกล่าวไว้ว่า ในเบื้องต้นผู้ทำบัญชี จะต้องมีความรู้ในธุรกิจ ที่ทำให้ดีเสียก่อน นอกจากนี้ ก็ต้องมีระบบบัญชีที่ดี มีเอกสารการรับเงินจ่ายเงิน สต็อกสินค้า ส่งสินค้าให้ครบถ้วนตาม พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง กับธุรกิจประมวลรัษฎากร เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมอยู่ตลอดสำหรับการเข้าตรวจสอบของสรรพากร ประเภทธุรกิจที่แตกต่างกัน ก็จะมีรายละเอียด ในการทำบัญชีแตกต่างกัน เช่น ธุรกิจบริการ ต้องไม่ลืมที่จะคำนวนภาษีที่หัก ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่เกิดการให้บริการ หรือธุรกิจผลิตสินค้า ต้องตีความให้ถูกต้องว่าสินค้าใดผลิตเพื่อขาย สินค้าใดรับจ้างผลิต ซึ่งจะมีการลงบัญชีแตกต่างกัน สำหรับธุรกิจนำเข้า-ส่งออก จะต้องตรวจสอบพิกัดสินค้าที่นำเข้า หรือส่งออก เพราะหากมีการลงพิกัดผิด ก็อาจจะถูกปรับ เสียค่าใช้จ่ายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ธุรกิจลีสซิ่งและเช่าซื้อ ก็ต้องแยกแยะให้ชัดเจนว่าธุรกรรมเป็นประเภทใด การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ หรือการให้เช่า ก็จะมีการลงบัญชีที่แตกต่างกัน วัตถุประสงค์ของการจัดทำบัญชีสำหรับ กิจการนั้นมีอยู่หลายประการหลักๆ คือ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ใช้ประกอบการตัดสินใจในภาวะสำคัญ และเพื่อประกอบการพิจารณาเป้าหมายของกิจการ นอกจากนั้น การทำบัญชี ยังมีประโยชน์เพื่อการสั่งการ การอำนวยการ การควบคุมบุคลากร และทรัพยากรที่สำคัญขององค์กรให้เป็นไป อย่างมีประสิทธิภาพ และมีประสิทธิผล เพื่อให้แน่ใจว่ามีการรายงานและดำรงรักษาไว้ซึ่งทรัพยากรที่สำคัญขององค์กร และเพื่ออำนวยความสะดวกต่อการควบคุมและเพื่อหน้าที่ทางสังคม ซึ่งเจ้าของกิจการ กรรมการ ผู้ถือหุ้น ต้องตระหนักถึงการมีระบบบัญชีที่ดี การจัดการทางบัญชีที่ดีต้องมีการจัดสายงานที่ดี มีระบบในการทำงานร่วมกัน ระบุหน้าที่รับผิดชอบที่ชัดเจน และมีการใช้กำลังคนที่เหมาะสมกับงาน มีการวางแผนและกำหนดเป้าหมาย การจูงใจให้เกิดการทำงานไปสู่เป้าหมาย เข้าใจธรรมชาติของบุคคล และมีระบบควบคุมที่มีเสถียรภาพ นักบัญชีที่ดี ต้องทำความเข้าใจกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทางบัญชี เช่น พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ.2543 มาตรฐานการบัญชี ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการจัดการห้างหุ้นส่วนและบริษัท พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ ประมาลรัษฎากร กฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น พ.ร.บ.โรงงาน พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า และลิขสิทธิ์ พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม ประกาศของกรมทะเบียนการค้า และ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นต้น มาดูหน้าที่ของผู้จัดทำบัญชีกันว่า นอกจากจะต้องจัดทำบัญชีให้ถูกต้องแล้ว กรณีปกติ ผู้จัดทำบัญชีจะต้องเก็บรักษาบัญชี และเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี กรณีเลิกกิจการ ก็ต้องเก็บเอกสารจนกว่าจะส่งมอบให้สารวัตรบัญชีและสารวัตรบัญชีเก็บไว้อย่างน้อยอีก 5 ปี (ส่งมอบภายใน 90 วันขยายได้ถึง 180 วัน) กรณีถูกตรวจสอบ อธิบดีมีอำนาจกำหนดให้เก็บเกิน 5 ปีแต่ไม่เกิน 7 ปี ส่วนผู้ทำบัญชี จะต้องมีคุณสมบัติโดยเป็นผู้มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรไทย มีความรู้ภาษาไทย ไม่เคยต้องโทษจำคุกในความผิด ตามกฎหมายบัญชี/สอบบัญชี เว้นแต่พ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี มีคุณวุฒิการศึกษา ไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี ทางการบัญชี/ สอบบัญชีหรือเทียบเท่า เข้าอบรมพัฒนาวิชาชีพต่อเนื่อง อบรม 3 ปี 27 ชั่วโมง (เนื้อหาเกี่ยวกับบัญชี ไม่น้อยกว่า 18 ชั่วโมง แต่ละปีต้องเข้ารับการอบรมพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องทางวิชาชีพไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง) และต้องแจ้งรายละเอียดการอบรมตามแบบ ส.บช. 7 ต่ออธิบดีภายใน 60 วัน นับแต่วันสิ้นปีปฏิทินของทุกปี ยังมีรายละเอียดเกี่ยวกับกฎระเบียบและการจัดทำเอกสารทางบัญชีอีกมากมายที่ผู้อ่านต้องหมั่นศึกษาหาข้อมูล ย่างต่อเนื่องข้อมูลดีๆ เหล่านี้สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ สสว. www.sme.go.th และเว็บไซต์ของ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ www.dbd.go.th

ที่มา : Business Thai

 


Visitors

 


สำนักงาน เอ. วี. พี ที่ปรึกษาธุรกิจ  
69/232 ม.12 แขวงศาลาธรรมสพน์  เขตทวีวัฒนา  กรุงเทพฯ 10170 โทร 08 1452 3336
Email : services@avpconsultant.com

Copyright © 2009 AVP consultant.com All Rights Reserved